Kasemrad.Com
มุ่งมั่นพัฒนาสู่ความเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ     ในบริการด้านสุขภาพแบบองค์รวม




จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์
Counter Stats
storage sydney
Kasemrad SKB3 Counter
 

โปรแกรมตรวจสุขภาพกลุ่ม
   
   
      [ ::: แผนกจักษ::: ]

โรคต้อชนิดต่างๆ

      ต้อเนื้อ ต้อลม

สาเหตุและอาการ
     ต้อลม เกิดจากแสงแดด,ลม,ฝุ่น,ควัน ทำให้ตาขาวเป็นตุ่มนูนสีเหลือง ถ้าอักเสบจะมีสีแดง ระคายเคือง มักจะเกิด
ทางหัวตามากกว่าหางตา ถ้ามีการอักเสบบ่อยๆเนื้อเยื่อจะหนาตัวขึ้น และลุกลามเข้าหาตาดำ มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม
เรียกว่า ต้อเนื้อ ถ้าคลุมไปถึงตาดำก็จะทำให้ตามัวลง

การป้องกันและการรักษา
     หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น โดยสวมแว่นกันแดด กันลมทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน และเมื่อมีการอักเสบควรไปพบแพทย์
ต้อลมไม่จำเป็นต้องผ่าตัด เพราะไม่มีอันตรายใดๆ

การผ่าตัด
     ต้อเนื้อจะผ่าตัดเมื่อเข้ามาคลุมตาดำแล้ว (ประมาณ2มิลลิเมตร)ไม่ควรรอให้ตามัวก่อนจึงมาลอก ถ้าต้อเนื้อเกาะ
อยู่นานเกินไป ตาดำตรงที่ต้อเนื้อคลุม อาจเป็นรอยขุ่นขาวถาวร
การปฏิบัติตัวหลังลอกต้อเนื้อ

     1.ปิดตาไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง
     2.ถ้าปวดมากให้กินยาแก้ปวดทุก 4 ชั่วโมง
     3.พบแพทย์วันรุ่งขึ้น เพื่อเปิดตาตรวจ
     4.เริ่มหยอดตาตามแพทย์สั่ง
     5.ไปพบแพทย์ทุกครั้งตามนัด เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน
     6.ควรสวมแว่นตากันแดดเมื่อออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อการป้องกันไม่ให้ต้อเกิดขึ้นอีก


top

      ต้อหิน
สาเหตุและอาการ
 
    เกิดจากน้ำที่สร้างขึ้นหล่อเลี้ยงร่างกายในลูกตา ระบายออกจากลูกตาไม่ได้ตามปกติ ความดันภายในลูกตา
จะสูงมากขึ้น จนทำให้ตาแข็งเหมือนหิน ถ้าความดันในลูกตาอย่างรวดเร็วก็จะมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง ตามัวลง
เห็นดวงไฟสีรุ้งรอบๆ ตาแดง มักคลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วย แต่ถ้าความดันภายในลูกตาสูงขึ้นอย่างช้าๆ ก็จะไม่มี
อาการปวดตาหรือตามัว มีแต่ลานสายตาแคบลง (ความกว้างของการมองเห็นลดลง) ถ้าเสียมากจะเดินสะเปะสะปะ
เนื่องจากความดันภายในลูกตาไปกดประสาทจนฝ่อไป

การป้องกันและการรักษา
     1.ผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจวัดความดันลูกตาอย่างน้อยปีละครั้ง
     2.ในรายที่สายตายาว มุมตาแคบมักมีโอกาสเกิดต้อหินแบบเฉียบพลันได้ง่าย แพทย์มักแนะนำให้ป้องกันโดยการ
ใช้แสงเลเซอร์
     3.ถ้าตรวจพบว่าเป็นต้อหิน ควรไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง หยอดยาและกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
ถ้ารักษาทางยาไม่ได้ผล แพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยเลเซอร์หรือทำผ่าตัด เพื่อทำทางระบายน้ำในลูกตาให้ใหม่
     4.อย่าซื้อยาหยอดตาหรือป้ายตาเอง เพราะยาบางชนิดทำให้เป็นต้อหินได้
     5.การผ่าตัดในผู้ป่วยต้อหินไม่ได้ช่วยให้มองเห็นดีกว่าเดิม แต่เป็นการทำเพื่อป้องกันไม่ให้ประสาทตาเสื่อมลงกว่าเดิม


top

      ต้อกระจก
สาเหตุและอาการ

    เกิดจากเลนส์แก้วตาขุ่นทึบ สาเหตุมีหลายอย่าง ส่วนใหญ่เกิดจากอายุมาก สาเหตุอี่นๆ ได้แก่ อุบัติเหตุ โรคตา บางอย่าง ขาดสารอาหาร โรคเบาหวาน ถูกรังสี ไฟช็อตในเด็กแรกเกิดที่มารดาเป็นหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ 3 แรก กรรมพันธุ์ เป็นต้น
   จะมีอาการตามัวลงอย่างช้าๆ คล้ายมีฝ้ามาบัง อาจมีภาพซ้อน ตามัวมากในที่สว่าง ไม่มีอาการปวด ยกเว้นมีโรคแทรกซ้อน

การป้องกันและการรักษา
ยา

   ปัจจุบันยังไม่มียาหยอดหรือกินให้หายได้ 100% ควรระวังรักษาสุขภาพทั่วไปให้ได้สารอาหารพอเพียง ยาหยอดตาอาจชะลอให้เลนส์แก้วตาขุ่นช้าลงเท่านั้น
การผ่าตัด
   การผ่าตัดจะทำต่อเมื่อสายตาเริ่มมัวจนรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แสงเลเซอร์ไม่ได้ใช้ในการผ่าตัดต้อกระจก ปัจจุบันการผ่าตัดต้อกระจกมี 2 แบบ คือ แบบเดิม และแบบที่ใช้คลื่นเสียงสบายต้อให้อ่อนตัวลง แล้วดูดออกใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทน ทั้ง 2 แบบ ผลการมองเห็นเท่าเทียมกัน ต่างกันตรงขนาดและแผลผ่าตัดเท่านั้น

    จักษุแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่า ควรทำผ่าตัดแบบใดจึงปลอดภัยที่สุดสำหรับตาของผู้ป่วยแต่ละราย
หลักผ่าตัดควรใช้แว่นกันแดด ระมัดระวังเรื่องความสะอาด หยอดตาและไปพบแพทย์ตามนัด



top

      การถนอมรักษาดวงตา

   1. ไม่ควรเพ่งมองสิ่งของที่มีแสงจ้า สิ่งของที่สะท้อนแสง หรือมีสีขาวจัด กลางแจ้งเป็นเวลานานๆ
   2. เมื่อมีฝุ่นหรือเศษผงเข้าตา ไม่ควรขยี้ตา ควรลืมตาในน้ำสะอาดหรือใช้น้ำยาล้างตา
   3. การดูโทรทัศน์ ควรนั่งให้ห่างจากจอรับภาพประมาณ 6 ฟุต และนั่งดูในห้องที่มีแสงสว่างพอสมควร
   4. ควรอ่านหนังสือในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ ไม่อ่านหนังสือบนรถยนต์หรือรถไฟ และไม่ควรอ่านหนังสือในที่แจ้ง
   5. ทุกครั้งที่นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ต้องพักกล้ามเนื้อตาทุก 45 - 60 นาที ประมาณ 5 นาที
   6. ไม่ควรใช้สายตานานเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึก หรืออยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่ หรือฝุ่นละออกมากๆ และควรปิดไฟเวลานอน
   7. ในการล้างตา ไม่ควรใช้น้ำยาล้างตาโดยไม่ปรึกษาแพทย์
   8. ไม่ควรใช้สิ่งขอส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แว่นตา ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว
   9. เมื่อรู้สึกว่าสายตาผิดปกติ อาจลองทดสอบกับแผ่นตรวจวัดสายตาดูก่อน และหากพบว่าสายตาผิดปกติจริง ควรไปพบจักษุแพทย์ เพื่อรับการตรวจวัดสายตาอย่างละเอียดต่อไป
   10. ระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตา
   11. ควรรับประทานอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ
   12. ควรใช้เครื่องป้องกันดวงตา เมื่อต้องทำงานในที่ที่มีฝุ่นละอองเศษโลหะ เศษหินทราย สะเก็ดไฟ เปลวไฟฟ้า หรือในที่ที่มีแสงสว่างมากเกินไป


top

     โรคตาแดง
    โรคตาแดง เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้ง่ายมาก โรคนี้แม้จะไม่ทำให้ผู้ป่วยเป็นอันตรายถึงชีวิตก็ตาม แต่ถ้าผู้ป่วยละเลยไม่รีบรักษาเสียแต่แรกเริ่ม ก็อาจจะเกิดโรคแทรกซ้อน ทำให้ตาบอดได้

    การติดต่อของโรค
    ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัสติดต่อกันจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง โดยการสัมผัสใกล้ชิด การใช้เสื้อผ้าหรือของใช้ร่วมกัน ฯลฯ ตาแดงชนิดนี้มักเกิดขึ้นในที่มีคนอยู่รวมกันมากๆ เช่น โรงเรียน โรงงาน ชุมชนแออัด ฯลฯ

    ชนิดของโรคตาแดง
    1. โรคตาแดงที่เกิดจากเชื้อไวรัส : มักมีอาการระคายเคือง น้ำตาไหล มีขี้ตาสีขาวๆ ประมาณเล็กน้อย ตาอาจแดงเพียงเล็กน้อยที่หางตาหรือแดงมาก ปวดตา ตามักจะแดงทั้ง 2 ข้าง บางรายมีไข้ร่วมด้วย
การรักษา ให้รับประทานยาแก้ปวด นอนพักมากๆ
    2. โรคตาแดงที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย : มีอาการเคืองตา ขึ้ตาสีเหลืองเข้มหรือเขียวข้นเกรอะรอบตา ปวดตา ตาบวม มักเป็นทั้ง 2 ข้าง
การรักษา หยอดตาปฏิชีวนะบ่อยๆ และควรกินยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

    จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคตาแดง
    1. มีประวัติติดเชื้อมาจากผู้อื่น โดยเคยอยู่ใกล้ชิด หรือใช้ของใช้ร่วมกันกับผู้ที่เคยเป็นตาแดงเมื่อเร็ว ๆ มานี้
    2. มีอาการบวมของตา ซึ่งจะบวมมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละคน
    3. ตาแดงมาก น้ำตาไหล เคืองตา มีขี้ตา กระพริบตาเจ็บ อาจมีต่อมน้ำเหลืองที่หน้าหูโตและเจ็บ
    4. อาการจะเป็นมากในระยะสัปดาห์แรก และจะค่อย ๆ ลดลง ถ้าไม่มีอาการแทรกประมาณ 3 สัปดาห์จะหายเป็นปกติ

     โรคแทรก หมายถึง การมีเชื้อโรคอื่นเข้าไปซ้ำเติม ถ้าผู้ป่วยรู้สึกว่ามีขึ้ตามากเช็ดเท่าไรก็ไม่หมดและลืมตาไม่ขึ้นเลยในตอนเช้า อาจเป็นเครื่องชี้ว่ามีเชื้อโรคอื่นเข้าไป

     ถ้าเป็นตาแดง จะทำอย่างไร
     1. แยกของใช้ส่วนตัว อย่าให้ผู้อื่นมาใช้ร่วมกัน
     2. พักผ่อนอยู่กับบ้าน ไม่ควรใช้สายตามากนักถ้าไม่จำเป็น
     3. ประคบตาด้วยน้ำเย็น เช็ดตาด้วยสำลีสะอาดชุบน้ำเดือดที่ตั้งไว้ให้อุ่น จะช่วยให้รู้สึกสบายตาขึ้น
     4. ใช้ขี้ผึ้งป้ายตาหรือยาหลอดตาขององค์การเภสัชกรรม หยอดตาวันละ 2 - 3 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 5 - 7 วัน ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรรับไปปรึกษาแพทย์ทันที

     การป้องกันโรคตาแดง
     1. อย่าคลุกคลี สัมผัสใกล้ชิด ใช้เสื้อผ้า ของใช้ หรือนอนร่วมกับผู้ป่วย
     2. อย่าขยี้ตา หรือใช้ผ้าที่สกปรกเช็ดตา
     3. ล้างหน้าและมือให้สะอาดอยู่เสมอ สำหรับผู้ที่นั่งหรือโหนรถเมล์ เมื่อลงจากรถแล้วให้รีบล้างมือด้วยสบู่ทันที
     4. ซักเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน ที่นอน ฯลฯ ให้สะอาดอยู่เสมอ


top

สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แผนกจักษุ
โทร. 0-2729-3000 ต่อ 1107 เปิดบริการตั้งแต่
จันทร์ - ศุกร์ , เสาร์ - อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์
คลินิก
    ทันตกรรม
    หูคอจมูก
    สูตินรีเวช
    กุมารเวช
    อายุรกรรม




คลินิคส่วนตัว